วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ร้อยไหมละลาย (PDO THREAD LIFT) ลวงหลอกหรือบอกจริง?



        

          โดย น.พ.จรัสศักดิ์ เรืองพีระกุล

อาจารย์ประธานหลักสูตรตจวิทยา รพ.มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กรุงเทพฯ (อโศก)
  เมื่อความชรามาเยือน เรือนกายหรือผิวหน้าก็เริ่มหย่อนคล้อย บางคนก็ย้อยจนหน้าตาเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นคิ้ว หนังตาตก ร่องแก้มลึก แก้มห้อยย้อย ถ้าอายุมากจริงๆ ย้อยจนย้วย การผ่าตัดดึงหน้าเป็นวิธีมาตรฐานที่ศัลยกรรมตกแต่งได้ใช้มานานหลายปี แต่ถ้าอายุยังไม่เยอะ หรือ ไม่อยากดมยาสลบ หรือ กลัวการผ่าตัด การใช้เลเซอร์ คลื่นความถี่วิทยุ( fractional RF)การใช้ยาฉีดต่างๆ เช่นBotulinum toxin A,คอลลาเจน ฟิลเลอร์ ฯลฯก็เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคได้
              แต่ปัจจุบัน การพัฒนาเทคนิคและเทคโนโลยีเพื่อช่วยคืนความอ่อนเยาว์สู่ผิวหน้าโดยเฉพาะกระแสเกาหลีมาแรง แซงทุกโค้งของหัตถการชะลอวัยนั้นได้แก่ การยกกระชับใบหน้าด้วยไหมละลาย (PDO THREAD LIFT) ถือเป็นทางเลือกที่มีกระแสตอบรับมาอันดับหนึ่งในช่วง4-6 เดือนนี้ เพราะสำหรับผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้า  แต่ไม่ต้องการให้เกิดแผลเป็น  การดึงหน้าด้วยวัสดุทางการแพทย์ที่เรียกว่า สารPolydioxanone (PDO)ได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการยกกระชับใบหน้าที่หย่อนคล้อย ผ่านเส้นเอ็นขนาดเล็ก (ประมาณเส้นผม)  ที่มีความแข็งแรงเป็นพิเศษ รวมทั้งมีความปลอดภัยในช่วง10กว่าปีมานี้ PDOได้นำมาใช้เย็บหลอดเลือด,เย็บไส้เลื่อน (1),ใช้เสริมสร้างกระดูกร่วมกับ stem cell (2) , etc ไหมละลายนี้สามารถสลายตัวไปเองได้ภายใน 6-8 เดือน ผสมผสานเข้ากับเทคนิคการร้อยไหมแบบประยุกต์ (Advance Pattern)  จึงสามารถยกกระชับใบหน้าได้อย่างน่าพอใจและคงตัวอยู่ได้เป็นเวลานาน 1-2 ปีโดยแพทย์ที่มีความชำนาญเป็นพิเศษ จะสอดใส่อุปกรณ์ผ่านชั้นที่เหมาะสมของใบหน้าโดยไม่เกิดอันตรายต่ออวัยวะสำคัญใดๆ และเป็นชั้น SMAS (Superficial Musculo Aponeurotic System) ที่แข็งแรงพอ ที่จะทำให้เกิดแรงดึง เพื่อต้านการหย่อนคล้อยของใบหน้าและยกกระชับชั้นผิวเข้าสู่ระดับที่เหมาะสม   
วิธีการนี้ใช้เวลาไม่นาน (15-45นาที) ก็สามารถกลับบ้าน วันรุ่งขึ้นก็ทำงานได้เลย อาจมีเพื่อนร่วมงานทักบ้างว่า เอ๊ะ เธอไปทำอะไรมา ดูดีขึ้นแต่.......มองไม่ออกว่า หน้าดูดีขึ้นเป็นธรรมชาติเพราะอะไร   หรือในทางตรงข้าม อาจถูกทักว่าโดนแฟนตบหรือเปล่า 55 (เพราะบางคนอาจมีรอยจ้ำเขียวเล็กน้อย) สาวๆส่วนมากก็มักจะแต่งหน้าปกปิดรอยช้ำได้อย่างไม่มีปัญหา 
 
                   ผมขออนุญาต เปรียบเทียบผิวหนังของเรากับโซฟา จะเห็นได้ชัดเจนว่า สภาพที่เก่า(แก่) ที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ หากเราจะซ่อมให้ดูดี การแก้ไขหรือเปลี่ยนเพียงเบาะหนังภายนอกคงยังไม่พอ เพราะสปริง หรือฟองน้ำภายในที่มีสภาพทรุดโทรม เช่นเดียวกันกับผิวหนังของเรา หากแก้ไขแต่เพียงภายนอก โดยไม่สนใจ คอลลเจน, elastic fibers , หรือชั้นSMAS ที่เปรียบเหมือนรากฐานของผิว และช่วยเสริมความยืดหยุ่นจากภายใน การรักษาหรือแก้ไขนั้นคงได้ผลลัพท์ที่ยังไม่เข้าขั้นบูรณาการแน่นอน 
ประโยชน์ของการใช้ไหมดึงหน้า***
1.
เห็นผลยกกระชับและช่วยลดเลือนริ้วรอยได้ชัดเจนทันที
2.
เห็นผลได้ชัดเจนมากขึ้นในอีก 1 เดือนถัดมา โดยจะเห็นผลสูงสุดที่ 2-3 เดือนหลังทำ จากการที่ไหมไปกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวให้แข็งแรง ช่วยซ่อมแซมต่อเนื้อเยื่อให้มีการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและระบบน้ำเหลือง ทำให้เห็นผลยกกระชับที่เพิ่มขึ้น
3.
ไม่ใช่การผ่าตัด จึงไม่มีแผลขนาดใหญ่ อาจมีรอยเข็มเล็กๆเพียง 1-2วัน
4.
หลังจากการทำไม่ต้องพักฟื้น สามารถแต่งหน้าใช้ใบหน้าได้ตามปกติทันที สามารถใช้ชีวิตตามปรกติได้
5.
อาจมีรอยเขียวช้ำเกิดขึ้นได้ แต่ก็เพียงเล็กน้อย จึงใช้เวลาพักฟื้น (Down Time) น้อยมาก
6.
เพราะไม่ใช่การผ่าตัด จึงมีความเจ็บปวดที่เกิดในขณะทำและหลังจากทำเพียงเล็กน้อย
***ประโยชน์ทีจะได้รับจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ สภาพพื้นฐานของผิวหนังแต่ละบุคคล,เทคนิควิธีการร้อยไหมของผู้เชี่ยวชาญ,การดูแลก่อนและหลังทำหัตถการ,การเลือกชนิดของไหมและเข็มที่ใช้,ปัจจุบันผลที่ได้รับข้างต้นเป็นที่นิยมในเกาหลี แต่ยังไม่มี publication ในยุโรปหรือ อเมริกา

 

                ท้ายสุดนี้ มีถามกันมามากเรื่องไหมทองคำ Gold Thread นี้ มีมานานหลายสิบปีแล้ว  โดยปกติธรรมชาติของทองคำแท้ จะมีคุณสมบัติเป็นธาตุเฉื่อย หากคิดตามทฤษฏีแล้ว การร้อยไหมทองคำแท้ มักจะไม่เกิดประโยชน์ แต่ความเป็นจริง รายงานจากญี่ปุ่น ที่มีการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ (3) พบว่าการใส่ไหมทองคำแท้(99.99%) ในหนู ทำให้ผิวหนังเกิดปฏิกิริยาแบบช้าๆ (delay tissue reaction) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไหมทองก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้อย่างถูกกฏหมายจาก อย.ไทย และอย.อเมริกาและยังจะหมดโอกาสในการเข้ารับบริการ MRI ต่อไปในอนาคต (หากมีความจำเป็นในการตรวจร่างกาย) เพราะฉะนั้นก่อนจะตัดสินใจทำอะไร ต้องคิดให้รอบด้าน กวาดลานสายตาให้รอบทิศ แล้วชีวิตจะไม่เสียใจในภายหลังนะครับ
 

สนใจติดต่อ โทร.089-783-9197,  026644360หรือ ที่ รพ.แม่ฟ้าหลวง (คุณน้อย) 38/11-13 อาคารอโศกเพลส ถนนอโศก สุขุมวิท 21 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กทม.
(More contact:JARATSAK@GMAIL.COM)
more details....................

http://www.mfu.ac.th/other/hospital-bkk/index.php



 

ไหมรุ่นใหม่ ที่claimว่า ได้ผลดีกว่ารุ่นเดิมๆ
 references ;
1.Byrd JF, Agee N, Nguyen PH, Evaluation of composite mesh for ventral hernia repair.
JSLS. 2011 Jul-Sep;15(3):298-304
 2.Lee JH, Kim JH, Oh SH, Kim SJ.Tissue-engineered bone formation using periosteal-derived cells and polydioxanone/pluronic F127 scaffold with pre-seeded adipose tissue-derived CD146 positive endothelial-like cells.    Biomaterials. 2011 Aug;32(22):5033-45. Epub 2011 May 2
3.Kurita M, Matsumoto D.Tissue reactions to cog structure and pure gold in lifting threads: a histological study in rats.
Aesthet Surg J.2011 Mar;31(3):347-51.

วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Treatments of melasma 2012


Melasma is a skin disorder. It is caused by pigment cells (Melanocytes) that create blackpigment (melanin) more than needed and it causes an eruption or dark brown bands on skin. It often appears on the area where exposed to sunlight, such as the cheekbones, nose, forehead, chin and upper lip .The most likely is spreading all over the face. It is often found in women than men and more common in middle age. 
The cause of melasma 
Most of the blemish found in Thailand may have been cured with the skin doctor. Some people used illegal whitening cream, epilation cream, some cream that melts into skin or cream that makes the skin thinner. The reason of blemish causing is because skin, as a body wrap, protects the threat from the outside. Skin is like having a fence around the house if we dismantle the fence or wrought iron, our house will look beautiful but the beast or robber will come to destroy property and lives. Dealing with blemish the wrong way as already mentioned above does not help but make the problem worse.

In addition, other causes are:
* Sunlight: Ultraviolet A and B stimulate the pigment cells to malfunction.
* Hormones: The amount of the hormone estrogen, increased during pregnancy, contraceptive pills or hormone                     replacement therapy in the elderly.
* Cosmetic: Allergies of cosmetics’ ingredients such as perfume, color/flavor contains in cosmetics or preservatives
* Genes: Melasma is more likely to be found in Asians than others, and in the family,children, about 1 in 5 or 10, can be at risk.
* Anticonvulsants: Hydantoin and Dilantin

In addition, other causes are:
* Sunlight: Ultraviolet A and B stimulate the pigment cells to malfunction.
* Hormones: The amount of the hormone estrogen, increased during pregnancy, contraceptive pills or hormone                     replacement therapy in the elderly.
* Cosmetic: Allergies of cosmetics’ ingredients such as perfume, color/flavor contains in cosmetics or preservatives
* Genes: Melasma is more likely to be found in Asians than others, and in the family,children, about 1 in 5 or 10, can be at risk.
* Anticonvulsants: Hydantoin and Dilantin..

Treatment
Divided into three steps, ie.
1. Creating new skin cells by eating more fruits and vegetables rich in antioxidant. In order to reduce the recurrence of melasma is to stop using creams that contain epilation’s ingredients such as fruit acids, vitamin A, or even steroids which conceal in creams.
2. Protecting the skin from sun exposure during the period 10:00 to 16:00 pm,use sunscreen, hats and umbrellas.
3. Follow the steps mentioned above. But if you already had melasma, the solutions are:
            * Apply the Azelaic, Kojic, Arbutin, Licorice or Vitamin C, however, be careful about the strength of the        dose and duration of use.
            * Antioxidant vitamin intake such as vitamin A ,Vitamin C and vitamin E, to reduce the dark marks that are caused by sunlight.
            * Treatment with Q-switched Nd-YAG Laser which is directly specific to freckles and melasma. This laser      destroys the pigment cells by spreading them out, then, white blood cells will eat those marks, making         them pale. But in many cases, melasma does not disappear but it makes the problems worse. These are
            found in people who worry too much about the problem and laser many times, or in case that the doctor     uses more light energy than needed. Current laser technology has been developed by using Fractional       Laser idea, which is gaining popularity as a result of the treatment technologies that reduce recuperating   period (down time) and reduced side effects compared to the same type of laser. Recently, many hospitals             imported Fractional Q-switched Nd-YAG, laser for melasma treatment, especially as the Miracle Melasma
            Machine (Triple M); it is the laser of the future and a new hope to deal with freckles and melasma..

.สนใจติดต่อ โทร.089-783-9197,  026644360 หรือ ที่ รพ.แม่ฟ้าหลวง (คุณน้อย) 38/11-13 อาคารอโศกเพลส ถนนอโศก สุขุมวิท 21 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กทม.
บทความเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องhttp://www.mfu.ac.th/school/anti-aging/article.html.

http://www.mfu.ac.th/school/anti-aging/article.html
โรคขนคุดหรือผื่นผิวหนังเรื้อรังที่แขน(keratosis pilaris)
 โรคสะเก็ดเงิน(Psoriasis) หายขาดได้ด้วยตนเอง
กำจัดขนด้วยเจ็นเทิลแย็ก
http://www.mfu.ac.th/school/anti-aging/content/3_gentle%20yag.pdf

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554



               Is Blindness induced by fillers?
At this period, the stream of injected fillers or Hyaluronic acid is passing through the curve in almost every category in beauty, especially skin. What is the cause of this will be revealed in the next paragraph.
            This substance has been in existence for about 30 years, since the original brand called “Zyderm”. Because the brand was a type of collagen that was extracted from cows, the effects were that there were severe allergic reactions and they weren’t popular as they should have been. Later, the synthetic compound that are close to the nature of our skin were then developed. This compound was called Hyaluronic acid. The allergic reactions were little so it became popular in a short time. For those who want to spray down their cheeks, get a face lift without surgery, or even reduce fine lines and wrinkles but fear of getting lasers, these fillers will help solve your problems. But we should find out all the information about where to get help carefully or else you might regret it later on. The reason is that nowadays people are revealing information widely, especially in the online world. Anyone can look up, imitate, and even inject it themselves at home. There are many doctors (specifically medical doctors because even normal people are illegally injecting)  capable of doing this correct procedure  and  free from  the complication. The common side effect of injecting filler nowadays include  swollen, red or green blotches at the injected area(1). There may sometimes be itchy feeling like a lump under your skin. These effects are resulted from injecting too shallow and not massaging so that the substance can spread. Another side effect is pain that comes immediately after injection. You need to be aware that the fillers may enter the blood vessels, a blood clot may occur, and eventually causes necrosis. Because this material is mostly injected in the face, nose, and around the eyes. The blood vessels that access this section will connect with the arteries that feed the retina. So there might come an event when after you inject this substance, it can make you blind in 2 hours. The truth is that there have been some reports about the blindness (2) in Thailand and in other countries. These reports have made the medical skin industry be more aware and they make the future studies on this topic . Anyway, this original substance has received permission by the Food and Drug Administration in Thailand and America(3) already. People who inject them are doctors, but drugs are drugs and they're not candy. Drugs have undesirable effects. That is why we should always keep in mind that every time we get a treatment, it will always be risky. Even if you get the injection with a professional, there may be a chance of harming adverse effects. A lot of people when they hear of this rumor, they will think, so I'll just go and inject my own fat instead because they think it's safer. The truth is that after fat is injected, there were also reports on people being blind in other countries as well.(4,5)

            Ten years ago, cosmetics dermatology was completely different from nowadays. This subject has always been paired with money. That's why many people don't teach their older generations of students. But nowadays, many doctors are glad and eager to teach their students. I think we should  find out more knowledge to this situation. We should prevent the worst situation so that our society will be a better place to live in.
สนใจติดต่อ โทร.089-783-9197   026644360 หรือ ที่ รพ.แม่ฟ้าหลวง (คุณน้อย) 38/11-13 อาคารอโศกเพลส ถนนอโศก สุขุมวิท 21 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กทม.

references
1. bachmann f, erdmann r, hartmann v et al. the spectrum
of adverse reactions after treatment with injectable fillers
in the glabellar region: results from the injectable filler
safety study. dermatol surg 2009; 35: 1629–34.
2.silva mt, curi al. blindness and total ophthalmoplegia
after aesthetic polymethylmethacrylate injection: case
report. arq neuropsiquiatr 2004; 62: 873–4.
3. brody hj. use of hyaluronidase in the treatment of granulomatous
hyaluronic acid reactions or unwanted hyaluronic
acid misplacement. dermatol surg 2005; 31:
893–7.
 4.a case of ophthalmic artery obstruction
following autologous fat injection in the glabellar
area . nippon ganka gakkai zasshi
2007; 111: 22-5.
5.autologous fat
injection for soft tissue augmentation in the face:
a safe procedure? aesthetic plast surg 1998; 22:
163-7.

วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2554

พึงระวัง โรคที่มากับน้ำท่วม อาจถึงตายได้ !

พึงระวัง โรคที่มากับน้ำท่วม อาจถึงตายได้ !
 .
           ภาวะมหาอุทกภัย ในไทย ประจำปี 2554 นี้ เกินกว่าจะประเมินความเสียหายได้ นอกจากทรัพย์สินเงินทอง ของรักของหวงต้องหายวับไปกับกายเราแล้ว สภาพจิตใจและความระทมทุกข์ที่เกิดกับเราๆท่านๆ ก็เป็นสิ่งที่หนักหนาสาหัสไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หนำซ้ำของอุปโภค บริโภคที่เคยมีให้กินให้ใช้อย่างสบาย ก็หายวับไปกับสายน้ำเพราะถึงแม้จะมีเงินมากสักเพียงไร แต่ไม่มีน้ำดื่มให้ซื้อก็ไร้ประโยชน์ (เพราะของในร้านค้าหมดเกลี้ยง) บ้านผมเองอยู่แถวคลองมหาสวัสดิ์ น้ำก็มาเกือบมิดหลังคาเช่นเดียวกัน ในระหว่างที่น้ำยังท่วมอยู่เช่นนี้ หมอจึงขอนำความรู้และประสบการณ์มาแบ่งปันกัน หวังว่าคงจะบรรเทาทุกข์ผู้อ่านได้บ้างไม่มากก็น้อย 
 
           โรคผิวหนังที่มักพบเสมอในภาวะน้ำท่วมขังนานๆเช่นนี้ คือโรคน้ำกัดเท้า โรคแผลพุพองเป็นหนอง โรคติดเชื้อราที่ผิวหนัง โรคติดเชื้อแบคทีเรีย โรคบาดทะยัก และที่ต้องระวังมากที่สุดคือโรคฉี่หนูหรือโรคเลปโตสไปโรซิส แน่นอน เมื่อเราเดินย่ำน้ำบ่อยๆ หรือ ยืนแช่น้ำนานๆ จะทำให้เท้าเปื่อย โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า บริเวณที่ผิวหนังเปื่อยนี้เป็นจุดอ่อน ทำให้เชื้อโรคที่มากับน้ำเน่าเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย เพราะฉะนั้น หลังจากเสร็จธุระนอกบ้านทุกครั้ง เราควรรีบล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและสบู่ แล้วเช็ดให้แห้งโดยเฉพาะตามซอกนิ้วเท้า หากเท้ามีบาดแผล ควรชะล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ  เมื่อมีการติดเชื้อ แบคทีเรีย จะทำให้เกิดอาการอักเสบ บวมแดง เป็นหนองหรือปวดได้ คงต้องให้การรักษาโดยการรับประทานยาฆ่าเชื้อ ร่วมกับการชะล้างบริเวณแผลด้วย น้ำยา เช่น น้ำด่างทับทิม แล้วทายาปฏิชีวนะ หากปล่อยให้มีอาการโรคน้ำกัดเท้าอยู่นาน ผิวที่ลอกเปื่อยและชื้นจะติดเชื้อราซ้ำเติม ทำให้เป็นโรคเชื้อราที่ซอกเท้ามีอาการ บวมแดง มีขุยขาวเปียก มีกลิ่นเหม็นและถ้าปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นเรื้อรัง เชื้อราจะเข้าไปฝังตัวอยู่ในผิวหนัง อาจรักษาหายได้ยาก ถึงแม้จะใช้ยาทาจนอาการดีขึ้นดูเหมือนหายดีแล้ว แต่มักจะมีเชื้อหลงเหลืออยู่ เมื่อเท้าอับชื้นขึ้นเมื่อใด ก็จะเกิดเชื้อราลุกลาม ขึ้นมาใหม่ ทำให้เกิดอาการเป็นๆ หายๆ เป็นประจำไม่หายขาด นอกจากนี้ควร ระมัดระวังเมื่อเดินลุยน้ำ เพราะอาจถูกของมีคมทิ่มตำ ทำให้เกิดบาดแผลและติดเชื้อโรคต่าง ๆ  รวมทั้งเชื้อบาดทะยักได้ เมื่อประสบเหตุดังกล่าวควรไปทำแผลที่หน่วยบริการสาธารณสุข และควรได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันเชื้อบาดทะยักด้วย  และที่ต้องเน้นย้ำให้ระวังมากที่สุดคือโรคฉี่หนูหรือโรคเลปโตสไปโรซิส ซึ่งเกิดจากแบคทีเรีย โดยเชื้อที่อยู่ในปัสสาวะของสัตว์พาหะซึ่งไม่ใช่แค่หนูเท่านั้น แต่ยังรวมถึง สุกร โค กระบือ แรคคูณ หรือสัตว์เลี้ยงใกล้ตัวอย่างสุนัขและแมว
การเล่นน้ำ ลุยน้ำ หรือแช่น้ำที่ท่วม อาจทำให้ติดเชื้อโรคฉี่หนูได้ โดยเชื้อแบคทีเรียจะอยู่ในน้ำหรือดินที่ชื้นแฉะ และเข้าสู่ร่างกายของเราทางบาดแผลที่ผิวหนัง หรือทางเยื่อเมือก เช่น ตาและปาก
โดยเฉพาะพื้นที่น้ำท่วมขังด้วยแล้ว เชื้อโรคจะเจริญเติบโตได้ดี เมื่อได้รับเชื้อพวกนี้เข้าสู่กระแสเลือดและหากได้รับการรักษาไม่ทันท่วงที ระบบการหายใจของร่างกายจะล้มเหลวและถึงแก่ชีวิตได้ เพราะฉะนั้น
 

       
การดูแลป้องกันตนเองมีข้อปฏิบัติดังนี้    
1. ควรรักษาสุขลักษณะความสะอาด ส่วนตัว โดยหมั่นล้างมือล้างเท้า เพื่อป้องกันโรคอหิวาต์หรือตาแดงที่มักระบาดในช่วงนี้
 2. ถ้าต้องย่ำน้ำ ควรใส่รองเท้าบู๊ทกันน้ำที่แห้ง ไม่สวมใส่รองเท้า หรือเสื้อผ้าที่อับชื้นและควรล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำสบู่และเช็ดให้แห้งทุกครั้งเมื่อกลับเข้าบ้าน หลังเช็ดแล้วควรเอาแป้งโรย อาจใช้แป้งเด็ก หรือแป้งที่ใช้ทั่วไปได้ก็ดี  หากจำเป็นต้องโดนน้ำบ่อยๆ ควรหาสารที่ป้องกันน้ำได้เช่น โลชั่นน้ำมันสำหรับเด็ก(baby oil)  น้ำมันมะกอก(olive oil) หรือขี้ผึ้งวาสลินทา( Vaseline ointment) ทาป้องกันก่อนเท้าเปียกน้ำทุกครั้ง เพื่อป้องกันผิวหนังเปื่อยยุ่ย อันเนื่องมาจากการโดนน้ำบ่อยๆ เพราะสารที่กล่าว 3อย่างข้างต้น มีลักษณะพิเศษที่จะเคลือบผิวทำให้น้ำไม่สามารถซึมผ่านเข้ามายังผิวหนังชั้นในได้ 
3. ถ้ากรณีแช่น้ำนานๆ  ผิวหนังจะมีลักษณะชุ่มน้ำ อาจมีอาการผิวหนังเหี่ยวหรือแสบได้ เนื่องจากน้ำทำให้เกิดผื่นระคายสัมผัส ต่อมาอาจเกิดมีขุยขาว คันที่ซอกนิ้วมือหรือนิ้วเท้า  แสดงว่ามีเชื้อราแทรกซ้อนเข้าไป  ก็ให้ใช้ยาทาแก้เชื้อรา หรือน้ำกัดเท้าเช่น ขี้ผึ้ง วิทฟิลท์(Whitfield)  หรือ clotrimazole ทาซอกนิ้ววันละ 2 – 3 ครั้ง หรือยาฆ่าเชื้อราชนิดอื่นทาวันละ 2 ครั้ง ถ้าไม่หายควรไปพบแพทย์
4. หากมีบาดแผล ควรใช้แอลกอฮอล์เช็ดรอบๆแผล และทาด้วยยาที่แผลด้วยยาฆ่าเชื้อโรค เช่น ทิงเจอร์ หรือ อาจใช้ยาพวกเบต้าดีนทาวันละ2 ครั้ง
5.  หากไม่ได้อาบน้ำหลายวัน (น้ำดื่มหายากพอๆกับน้ำอาบ เพราะน้ำรอบตัวทั่วไปเป็นน้ำเน่า) อาจเกิดอาการคันที่ซอกขา หรือตามลำตัว จะมีผื่นเป็นวงแดงที่ขาหนีบ หรือที่ตัว แสดงว่าเกิดโรคเชื้อราหรือ สังคังแล้ว ควรใช้ยาพวกวิทฟิลด์ หรือ ยาฆ่าเชื้อราทาวันละ2ครั้ง ถ้า 2 สัปดาห์แล้วยังไม่หายควรไปพบแพทย์
6. ไม่เล่นคลุกคลีกับสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข แมว กระต่าย หรือ นก เพราะสัตว์เลี้ยงเหล่านี้จะเป็นพาหะ นำเชื้อราและเชื้อโรคมากมายหลายชนิด มาสู่คนโดยเฉพาะเด็ก
สุดท้ายนี้ ยังไงก็คนไทยทั้งนั้น ขอให้ใจเย็นๆกันไว้ ท่านบอกว่า ของทุกอย่างบนโลกใบนี้ มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป น้ำมีขึ้น ก็มีลง ตอนเรามาเกิดก็มีเพียงกาย ไม่มีสมบัติติดตัวมาเลย ตอนนี้ยังมีความรู้ มีประสบการณ์ แรงกายและแรงใจ จะทำให้พวกเราฝ่าฟันปัญหาหนักๆเช่นนี้ได้แน่นอน  ท้อได้แต่อย่าถอย แล้วจะคอยเป็นกำลังใจให้ทุกๆท่านนะครับ
จรัสศักดิ์ เรืองพีระกุล



แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ตาบอดหลังฉีดฟิลเลอร์

ฉีดฟิลเลอร์ ทำให้โลกเบลอ (ตาบอด) ทันที จริงหรือ???
                     
                           
                       ช่วงนี้กระแสข่าวการฉีดสารเติมเต็ม (filler)  หรือ สารHyaluronic acid กำลังมาแรงแซงทางโค้งในแฟชั่นความงามเกือบทุกประเภท โดยเฉพาะในวงการแพทย์ผิวหนัง เป็นเพราะสาเหตุอะไร ดังจะได้กล่าวต่อไป...
สารชนิดนี้เริ่มมีมาประมาณ 30 ปีแล้ว ต้นตำรับคือ ยี่ห้อ zyderm เนื่องจากเป็นคอลลาเจนที่สกัดจากวัว ทำให้มีการแพ้บ่อย แพ้แบบรุนแรง และไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าที่ควร  ต่อมาจึงเกิดการพัฒนาสารสังเคราะห์ ใกล้เคียงธรรมชาติของผิวหนังเรามากขึ้น ที่เรียกว่า Hyaluronic acid พบการแพ้น้อย และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ใครอยากฉีดลดร่องแก้ม , อยากเสริมจมูกแต่ไม่อยากผ่าตัด , อยากลดริ้วรอยแต่กลัว เลเซอร์ , ทำให้ริมฝีปากดูอวบอิ่ม , เพิ่มโหนกแก้มหรือฉีดเสริมคางให้ยาว สำหรับคนที่คางสั้น  สารเติมเต็มเหล่านี้จะช่วยตอบโจทย์ได้   แต่การเลือกว่าจะไปรับบริการที่ไหน เราควรศึกษาหาข้อมูลให้ละเอียดรอบคอบกันเสียก่อน มิฉะนั้นอาจจะต้องเสียใจภายหลัง ดังที่มีตัวอย่างมาแล้ว เพราะปัจจุบันมีการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในโลกออนไลน์  ใครๆก็สามารถดูได้ เลียนแบบ หรือฉีดเองที่บ้านหรือคอนโดก็ได้ แต่จะมีหมอ  (ขอย้ำว่าแพทย์นะครับ เพราะตอนนี้ไม่ใช่หมอก็แอบฉีดกันแบบผิดกฏหมายมากมาย)  สักกี่คน  ที่สามารถทำหัตถการนี้ได้อย่างประณีตและไร้ที่ติ ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องปราศจากอันตรายแทรกซ้อนของยาตัวนี้  (1,2)  ซึ่งอาการข้างเคียงของการฉีดฟิลเลอร์ในปัจจุบันนี้ได้แก่ มีการบวม แดง หรือ เขียวเป็นจ้ำๆในตำแหน่งที่ฉีด ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อย บางคนหลังฉีดแล้วอาจจะคัน หรือรู้สึกเป็นก้อนไตๆใต้ผิวหนัง ซึ่งเกิดจากการฉีดตื้นเกินไป และไม่ได้มีการนวดหรือคลึงให้ก้อนสารนี้กระจายตัว ผลแทรกซ้อนอีกอย่างคือ อาจมีอาการปวด เจ็บ ปวดร้าวได้หลังฉีดทันที ซึ่งต้องระวังว่าสารเติมเต็มนี้อาจเข้าหลอดเลือด,เส้นเลือดอุดตัน  แล้วทำให้อวัยวะส่วนปลายขาดเลือดมาเลี้ยง ทำให้เกิดเนื้อตายได้ เนื่องจากสารนี้นิยมฉีดที่ใบหน้า จมูกและรอบดวงตา เส้นเลือดที่มาเลี้ยงส่วนนี้จะเชื่อมต่อกับหลอดเลือดที่เลี้ยงไปจอประสาทตา จึงมีเหตุการณ์ที่หลังฉีดสารนี้แล้ว ทำให้ตาบอดภายใน 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นข่าวที่ดังมากถึงมากที่สุดในเมืองไทย ช่วง 1-2สัปดาห์นี้ ความจริงแล้วมีรายงานการเกิดตาบอดแบบนี้มาแล้วหลายครั้ง และหลายคน ทั้งในเมืองไทย  (3)  และต่างประเทศ  ทำให้วงการแพทย์ผิวหนัง ตื่นตัวและศึกษาหาข้อมูลกันอย่างละเอียด  เพื่อป้องกันเหตุการณ์นี้ซ้ำอีก ความจริงสารเติมเต็มชนิดที่เกิดเหตุการณ์นี้  ได้รับอนุญาตถูกต้องจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไทยและอเมริกาเรียบร้อยแล้ว ส่วนคนที่ฉีดก็เป็นแพทย์ แต่ยาก็คือยา ไม่ใช่ขนมนะครับ ย่อมมีฤทธิ์ที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นได้ ดังนั้นเราพึงระลึกไว้เสมอว่า  การรักษาอะไรก็ตามทุกครั้งย่อมมีความเสี่ยง แม้ทำกับแพทย์ที่เก่งมีฝีมือก็มีโอกาสเกิดผลแทรกซ้อนได้ หลายคนพอได้ข่าวนี้แล้วก็บอกว่า ถ้างั้นฉันขอไปฉีดไขมันตัวเองแล้วกัน ปลอดภัยกว่า แต่จริงๆแล้ว หลังถูกฉีดไขมันตนเอง  ก็มีรายงานคนไข้ตาบอดในต่างประเทศเช่นเดียวกัน (4,5)
                      
                       
                       วงการความงามผิวหนัง  (cosmetics dermatology)  เมื่อ 10ปี ที่แล้ว ต่างจากตอนนี้มากมาย เมื่อก่อนใครอยากเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับความงาม มักเป็นประเภทครูพักลักจำ วิชาเหล่านี้เป็นความรู้ที่คู่กับการทำเงินมาตลอด หลายคนจึงปิดกันเงียบไม่ค่อยสอนลูกศิษย์รุ่นหลัง  แต่ปัจจุบันครูแพทย์หลายๆท่าน  ยินดีและเต็มใจสอนอย่างเต็มที่ เปิดเผยแบบไม่มีกั้ก  ผมว่าเรามาพลิกวิกฤตเป็นโอกาสกันเถอะครับ เราจะป้องกันเหตุการณ์นี้ซ้ำอีกได้อย่างไร  อย่าทำแบบวัวหายแล้วล้อมคอกเลยครับ สังคมของเราจะได้น่าอยู่ขึ้นไปอีก 
 สนใจติดต่อ โทร.089-783-9197, 026644360 หรือ ที่ รพ.แม่ฟ้าหลวง (คุณน้อย) 38/11-13 อาคารอโศกเพลส ถนนอโศก สุขุมวิท 21 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กทม.
 
Reference; 
1.Duffy DM. Complications of fillers: overview.
Dermatol Surg 2005; 31(11 Pt 2): 1626-33..
Ophthal Plast Reconstr Surg. 2011 Aug 22.
2.Aesthet Surg J. 2002 Nov;22(6):555-7.
3.J Med Assoc Thai. 2009 Jun;92 Suppl 3:S85-7.
4.A case of ophthalmic artery obstruction
following autologous fat injection in the glabellar
area [abstract]. Nippon Ganka Gakkai Zasshi
2007; 111: 22-5.
5.Autologous fat
injection for soft tissue augmentation in the face:
a safe procedure? Aesthetic Plast Surg 1998; 22:
163-7.

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

New Prime for face and skin lifting


1 side treatment

         เครื่องยกกระชับผิว หลุมสิวลบเลือน???
                    นวัตกรรมการบำบัดขจัดหลุมสิว (1)  รูขุมขนใหญ่ (2)  นังดเครื่องต้องการ เพราะความคาดหวังของคุณหมอเกาหลีผู้นี้  ต้องการแบบ  ผิวหมองคล้ำ(3)  และหนังหย่อนยานไม่กระชับ(4) กำลังก้าวข้ามมาอีกขั้น  หากอยากได้ข้อมูลแบบใกล้ชิด ติดตามมาปูเสื่อรอฟังได้เลยครับ(ไม่สงวนลิขสิทธิ์)
วิวัฒนาการเรื่อง FACE LIFTING  เริ่มมาประมาณ 10-20ปีแล้ว ยุคต้นๆจะนิยมผ่าตัดยกหน้าทั้งกระบิเลย  แล้วซ่อนแผลเป็นไว้ในแนวเส้นผม หลังหู และ ใต้คาง แต่เนื่องจากมีผลข้างเคียงมาก อาจได้รับยาฉีดแก้ปวดอย่างแรงเพราะความเจ็บจากแผลผ่าตัด ต้องพักรักษาตัวหลังผ่าตัดในโรงพยาบาล   เพื่อรับยาปฏิชีวนะนานอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ กว่าจะเข้าสังคมได้ ก็ต้องใช้เวลาขั้นต่ำอีก 1-2 เดือน เพราะหน้าบวมอักเสบมาก  ทำให้จึงไม่เป็นที่นิยมมากนัก
เมื่อ 4-5 ปีก่อน เครื่องมือคลื่นวิทยุ (radiofrequency) จุดกระแสการยกกระชับผิวหน้าได้ดี แต่ติดตรงที่ราคาค่าบริการแพงประมาณ 1 แสนบาทต่อ 1 ครั้ง จึงเกิดการตีกลับด้วย การแบ่งการใช้หัว tip (ซึ่งมีราคาแพงมาก)  tip 1หัว หมอบางคนให้ใช้ในลูกค้าหลายๆคน ทำให้ผลการรักษาไม่เป็นไปตามคาดหวัง ประกอบกับความเจ็บในขณะรับการบริการ ลูกค้าจึงได้รับพลังงานต่ำๆ เพื่อจะทนความเจ็บได้ดี ผลของการยกกระชับจึงลดลงตามส่วนนั่นเอง
ต่อมา 3-4 ปีก่อน fractional 1550nm laser  เป็นเครื่องมือทีถือว่า เป็นรุ่นยุคบุกเบิก ตลาดความงามด้านหลุมสิว  จนเกิดกระแสนิยมกันมากในหมู่วัยรุ่นและประชาชนทั่วไป ทำให้มีเครื่องมือประเภทเดียวกัน ออกมาในสัญชาติต่างๆอีกมากมายเช่น เกาหลี ไทย หรืออิตาลี  ฯลฯ การรักษาหลุมสิว ริ้วร้อย ได้ผลจนน่าพอใจในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ตอบโจทย์เรื่องการยกกระชับ และ รอยด่างดำ  บางครั้งบางคนหลังทำแล้วหน้าดำมากกว่าเดิม
ต่อมาอีก 1ปีกว่าๆ focused ultrasound ก็ทำให้วงการผิวหนังและศัลยกรรมตกแต่ง ต้องตื่นตะลึงกับการยกกระชับผิว แบบลึกๆ ภายใต้ผิวชั้นลึก 3 - 4.5 มิลลิเมตร สามารถหดตัวได้ในทันทีที่เครื่องถูกปล่อยพลังงานเสียงลงไป และเราสามารถดูภาพถ่ายทอดสดชั้นผิวหนังของเราเอง ผ่านจอมอนิเตอร์ เห็นชั้นผิวต่างๆแบบ real time
 แต่อย่างไรก็มีด้านด้อยด้วย กล่าวคือ คลื่นเสียง (ultrasound) รุ่นนี้ ราคาสูง หัว tip (ราคาเกือบ 2 แสน) ก็สิ้นเปลืองมากเช่นกัน  หลายสถาบันจึงประหยัดหัว tip ด้วยการนำมาหารเฉลี่ย ให้ใช้ได้หลายๆ คน หลายๆครั้ง เช่นสมมติว่า หัว tip 1 หัว ใช้ได้ 3 คนก็ต้องทิ้งแล้ว บางสถาบันที่เน้นธุรกิจก็นำมาใช้ให้ได้ถึง 50คน ผลลัพท์ที่ได้จึงไม่เป็นที่ประทับใจ โดยเฉพาะในหลายๆคนที่เคยทำมาแล้ว มาบ่นให้ฟังว่าเสียดายเงิน แทบไม่เห็นผลดีอะไรเลย
จนกระทั่งปีนี้ fractional Qswitched nd yag พัฒนาออกมารุ่นแรก โดยการคิดค้นของคนเกาหลี สามารถช่วยเรื่องรอยด่างดำได้ดี เพราะค่าพลังงานควบคุมได้คงที่ ไม่แกว่งตัว หลังรักษาไม่มีแผล ไม่มีสะเก็ด ผลเป็นที่น่าพอใจมาก แต่ไม่ช่วยเรื่องหลุมสิว รูขุมขนใหญ่  และผิวหย่อนยานไม่กระชับ ก็ไม่ได้ผลเช่นเดียวกัน
                       คนเกาหลีนับเป็นชนชาติที่น่าเอาแบบอย่าง เค้าไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เขาจึงได้พัฒนา โปรแกรมบำบัดผิวรุ่นใหม่ออกมาอีกหลายสิบรุ่น จนกระทั่ง ล่าสุดได้เครื่องมือที่หมอหลายคนได้ลองใช้แล้วกับตนเอง  ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า..... ดีกว่าเดิมจนน่าแปลกใจ (ว่าทำได้ยังไง) ...... ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจน ก็อาจเทียบกับความก้าวหน้าของ Samsung ที่เป็นบริษัทชั้นนำอันดับต้นของโลกในขณะนี้ิวรูขุมขนใหญ่ ผิวหมอิวหมองคล้ำผลเป็นที่น่าพอใจมาก แต่ไม่ช่วยเรื่องจทย์เรื่องการยกกระชับ และ รอยด่างดำ
  ย้อนกลับมาที่เทคโนโลยีนี้ สามารถบำบัดขจัดหลุมสิว รูขุมขนใหญ่ ผิวหมองคล้ำ และหนังหย่อนยานไม่กระชับ  ได้ชัดเจน โดยรู้สึกได้หลังทำเพียง 1 ครั้ง ผมขอเรียกนวัตกรรมนี้ว่า Perfect Prime บางคนก็เรียกว่า  scar + erase แต่ผมเดาความหมายน่าจะไม่ตรงกับต้นแบบของคุณหมอที่คิดเครื่องต้องการ เพราะความคาดหวังของคุณหมอเกาหลีผู้นี้  ต้องการแบบ 4 in 1 ไม่ใช่หวังเพียงรักษาแผลเป็นเท่านั้น มาติดตามดูกันต่อไปนะครับ ว่าหนังม้วนนี้จะจบอย่างไร เพราะเจ้า Perfect Prime (THAI FDA approved) เพิ่งเข้ามาเมืองไทยได้เพียง 1 เดือนเศษเท่านั้น แต่กระแสตอบรับ ไม่เบาเลยทีเดียว
อ.น.พ.จรัสศักดิ์ เรืองพีระกุล
โรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวง อโศก..\

สนใจติดต่อ โทร.089-783-9197 หรือ ที่ รพ.แม่ฟ้าหลวง (คุณน้อย) 38/11-13 อาคารอโศกเพลส ถนนอโศก สุขุมวิท 21 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กทม...